วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สเต็กปลาแซลมอน

 สเต็กปลาแซลมอน ฟังแล้วน้ำลายาไหล ไปดูวิธีการทำ และการเตียมส่วนประกอบกันเลยดีกว่าครับ
 
ส่วนประกอบ
-น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ
-แครอทหั่นบางๆ 3 ขีด
-น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
-มัสตาร์ด 1 ช้อนโต๊ะ
-น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ( และหั่นมะนาวไว้ 1 ชิ้นสำหรับตกแต่งจาน )
-เนื้อปลาแซลมอน 500 กรัม ( หั่นหน้าประมาณ 1 นิ้วครึ่ง )
-เกลือและพริกไทย
-ผักชีสำหรับโรยหน้า 1 ช้อนชา
-ใบยี่หร่า 1/2 ช้อนชา
-อบเชย 1/4 ข้อนชา
-สะระแหน่สับหยาบๆ 1/3 ถ้วยตวง
-อัลมอนด์หั่นบาง ๆ 1/4 ถ้วย
 
ขั้นตอนการทำ
1. ผัดแครอทด้วยน้ำมันมะกอก ด้วยไฟอ่อน 2-3 นาที 
 
2. ทำน้ำซอสสำหรับราดบนชิ้นปลาเตรียมไว้เลย โดยการผสม น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง มาสตาร์ด น้ำมะนาว ผสมให้เข้ากัน
 
3. หมักปลาแซลมอน ด้วยเกลือ พริกไทย จากนั้น ทอดปลาแซลมอนบนกระทะ(แยกกับการผัดแครอทในขั้นตอนที่ 1) ใช้เวลาประมาณ 7 นาที จะมองเห็นชิ้นปลาเป็นสีเหลืองส้ม 
 
4. เมื่อสุขแล้วตักชิ้นแซลมอนลงบนจาน ราดด้วยน้ำซอส ที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 2 ก็เป็นอันเสร็จแล้ว อาจจะเพิ่มความสวยงามน่ารับประทานด้วยการโรย ผักชี ยี่หรืา หรือ อัลมอนด์ ด้วยก็ได้ หรือหากใครที่ชอบเค็มหน่อย ก็อาจจะหยอดเกลือป่นลงไปอีกก็ได้คะไม่ว่ากัน
 
คุณค่าทางโภชนาการของเมนูอาหารนี้:
525 แคลอรี่
ไขมัน 30 กรัม (อิ่มตัว 4 g)
คอเลสเตอรอล 108 มิลลิกรัมโซเดียม 260 มก.
คาร์โบไฮเดรต 21 กรัม
ไฟเบอร์ 5 กรัม
โปรตีน 41 กรัม

การทำสเต็ก

สเตก จัดเป็นอาหารยอดนิยม อีกชนิดนึง ของบ้านเรา หลายๆ คนมักคิดว่า สเตกที่ดีนั้น ต้องทาย ตามร้านหรูๆ แพงๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย สเตก นั้นทำง่ายๆ มากๆ วันนี้เราเลยนำวิธี การทำ สเตกหมู มานำเสนอ ให้ลองนำไปทำกันดู

ส่วนประกอบ และ เครื่องปรุง ต่างๆ ที่เราใช้ ใน การทำสเต็ก ส่วนผสม เครื่องปรุง สเต็ก หมู
1. เนื้อหมู 250 กรัม
2. เกลือ 1/2 ช้อนชา
3. พริกไทยดำ เม็ด บุให้แตก 10 เม็ด
4. ซอส ปรุงรส 1 ช้อนชา
5. น้ำมัน 1 ช้อน กินข้าว
6. โซดา 1 ช้อน กินข้าว
7. หอม หัวใหญ่ 1 ชิ้น หั่นบางๆ
วิธีทําสเต็ก วิธี ทํา สเต็ก หมู พริกไทย ดํา
1. ให้นำเนื้อหมู มาขยำเบาๆ กับ โซดา แล้วหมักไว้ 5 นาที
2. หลังจากนั้นให้ใส่เครื่องปรุงทุกอย่าง ลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน
3. แล้วนำเนื้อหมูที่หมักแล้ว เข้าตู้เย็น ประมาณ 1/2 ชั่วโมง
4. เมื่อครบกำหนดแล้วให้ นำออกมาย่าง หรือทอดก็ได้แล้วแต่ชอบ
5. เวลาเสริฟ ให้ใส่ผักต้ม เช่น มันฝรั่งต้ม หรือแครอทต้ม หรือข้าวโพดหวานต้มก็ได้ และขนมปังปิ้งสองแผ่น
- เวลาย่าง เนื้อหมู พยายาม อย่าให้ เนื้อหมู สุก จนแห้ง มากเกินไป มันจะไม่อร่อย สเต็กหมู ที่ได้ ทานคู่ กับ ซอสมะเขือเทศ หรือ ซอสปรุงรส, เกลือ, พริกไทย จะหาซอสสเตกเฉพาะ มาใช้ร่วมกันก็ได้ เพื่อประหยัดเวลานการทำ น้ำราด สเตก

http://eazydo.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%81-%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9/

การทำไอศกรีม

ตอนนี้ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็เจอแต่ไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน ยังนับไม่รวมแสงแดดในช่วงกลางวันที่ร้อนจนทำให้หลาย ๆ คน แทบจะเป็นลมกันเลยทีเดียว ทางกระปุกดอทคอมจึงนำเมนูไอศกรีมเย็น ๆ รสชาติกลมกล่อมแบบไทย ๆ มาฝากกัน นั่นคือ ไอศกรีมกะทิสูตรโบราณ ซึ่งสูตรนี้ไม่ต้องใส่นม หรือใส่ครีม ก็อร่อยล้ำ เย็นฉ่ำ ชื่นใจกันได้ง่าย ๆ แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ คุณ narellan ที่นำวิธีทำสุดแสนจะง่ายนี้มาแบ่งปันกัน ....เอาล่ะ อย่ารอช้า เรามาดูขั้นตอนการทำไอศกรีมกะทิกันเลยดีกว่า

วิธีทําไอศครีมกะทิสด

ส่วนผสม

          1. กะทิกล่อง หรือกะทิกระป๋องสูตรเข้มข้น ขนาด 560 มิลลิลิตร   
          2. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
          3. เกลือ ¾ ช้อนชา
          4. ไข่ไก่ 1 ฟอง
          5. เนื้อมะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้น (มีหรือไม่มีก็ได้)

วิธีทําไอศครีมกะทิสด

วิธีทำ

          1. เทกะทิทั้งหมด ผสมกับน้ำเปล่า 2 ถ้วย หรือถ้ามีน้ำมะพร้าว ก็ให้ใช้น้ำมะพร้าว กับน้ำเปล่าอย่างละ 1 ถ้วย เพื่อเพิ่มความหอมหวานของกะทิมากขึ้น 
          2. นำกะทิไปตั้งไฟ แล้วค่อย ๆ เทน้ำตาลทรายผสมลงไป จากนั้นคนให้เข้ากันจนกะทิเดือด
          3. นำกะทิมาพักให้เย็น จากนั้นเทใส่ภาชนะที่เหมาะกับการแช่เย็น

วิธีทําไอศครีมกะทิสด

          4. นำภาชนะดังกล่าวไปแช่ในช่องแข็ง จนกะทิเริ่มแข็งตัว
          5. ในการแช่กะทิ ให้สังเกตุว่ากะทิเริ่มเป็นเกล็ดหรือยัง หากเริ่มเย็นจนเป็นเกล็ดแล้ว สามารถนำออกจากตู้เย็น โดยไม่ต้องรอให้กลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลานานพอสมควร
          6.นำกะทิดังกล่าวมาปั่น หากไม่มีเครื่องปั่นสำหรับทำไอศกรีม สามารถใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ธรรมดาแทนได้ค่ะ
 

วิธีทําไอศครีมกะทิสด

ปั่นครั้งที่ 1

          นำกะทิใส่เครื่องปั่น และปั่นจนกว่าเนื้อไอศครีมจะละเอียด จากนั้นนำไปแช่ในช่องแข็งอีกรอบ

วิธีทําไอศครีมกะทิสด

ปั่นครั้งที่ 2

          เมื่อเนื้อไอครีมที่ปั่นรอบแรกเริ่มเป็นน้ำแข็ง ก็ให้นำออกมาปั่นใหม่อีกครั้ง โดยคราวนี้ให้ใส่ไข่ขาวลงไป 1 ฟอง เมื่อเครื่องปั่นตีกะทิกับไข่ขาวจนเข้ากันแล้ว จะเห็นว่าเนื้อไอศครีมขาว และฟูขึ้น จากนั้นจึงนำไปแช่ในช่องแข็งอีกรอบ
 

วิธีทําไอศครีมกะทิสด

ปั่นครั้งที่ 3

          นำไอศกรีมที่แช่จนเป็นเกร็ดแล้วมาปั่นอีกรอบ เพื่อให้เนื้อไอศกรีมเนียนฟูมากยิ่งขึ้น หากใครชอบทานไอศกรีมกะทิ แบบมีเนื้อมะพร้าวด้วย ให้นำเนื้อมะพร้าวอ่อนที่เราขูดไว้ มาผสมกับไอศกรีมกะทิที่ปั่นในรอบที่สาม แต่ในครั้งนี้ควรปั่นเพียงเล็กน้อยพอให้เนื้อมะพร้าวเข้ากันค่ะ หรือจะปั่นรอบที่สามให้เสร็จก่อน แล้วค่อยใส่เนื้อมะพร้าวแล้วปั่นอีกนิดก็ได้ค่ะ
 

วิธีทําไอศครีมกะทิสด

วิธีทําไอศครีมกะทิสด

          เพียงแค่นี้ เราก็จะได้ไอศกรีมกะทิแสนอร่อย เอาไว้ทานเพื่อคลายร้อนกันแล้วล่ะ...อ้อ เคล็ดลับความอร่อยของไอศกรีมกะทิจะอยู่ที่การปั่นเนื้อไอศกรีมให้ละเอียด ยิ่งปั่นหลายรอบ เนื้อไอศกรีมก็จะยิ่งเนียนฟูมากขึ้น แต่วิธีที่เรานำมาฝากนี้จะเป็นแบบเร่งรัดจ้า
http://women.kapook.com/view40457.html
 

การทำชีส

ส่วนผสมก็มี นม 1 กล่อง น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา
อุปกรณ์ ผ้าขาวสำหรับกรอง หม้อ 1 ใบ

1.เปิดเตาแก๊ส แล้วนำนมใส่ในหม้อจนเดือด
2.ใส่น้ำส้มสายชู  1 ช้อนชา
3.ถ้าเห็นมันเป็นก้อนๆแล้ว ปิดแก๊ส
4.คน1รอบแล้วปล่อยทิ้งไว้
5.นำมากรองเอาแต่ชีส

เพียงเท่านี้ก็จะได้ชีสแล้วจร้า ทั้งยังสามารถทำเปนดินน้ำมันให้เด็กเล่นได้เพราะปลอดภัย ถ้าอยากได้เป็นสีก็เติม ผงโกโก้(สีน้ำตาล) แครอทบด(สีส้ม) ใส่สีตอนต้มน้าาา

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2549428

การทำชามะนาว

รื่ดื่
- ชามะนาว -
สรรหาเครื่องดื่มสารพัดให้คุณเลือกโดย ไตรรงค์ ปิมปา คนชอบดื่ม
ดูเหมือนชามะนาว จะเป็นที่โปรดปรานของสาวๆ หนุ่มๆ ทั้งหลาย ความหอมของชา ความสดชื่นและรสเปรี้ยวของมะนาว ทำให้ลงตัวทั้งรสชาติและกลิ่นหอม แต่ไม่เพียงแค่นั้น ประโยชน์ของมะนาว ยังลดผลข้างเคียงของชา ทำให้แม้จะดื่มมากๆ ก็ไม่ท้องผูก และยังแก้เลี่ยนในอาหารหลายอย่างได้ดี
และดีกว่านั้น คุณสามารถทำชามะนาวได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง มะนาวหน้าฝนก็จะถูกมากๆ ไปตลาดไหนก็มี ไปห้างสรรพสินค้าซูปเปอร์มาร์เก็ตไหน ก็มักวางขายในแผนกอาหารสดผักผลไม้ ลองมาทำกันดื่มที่บ้านดีกว่า
1. ชามะนาวปั่น
ส่วนผสม สำหรับ 2 แก้ว
  • ชาฝรั่ง                     2 ซอง
  • น้ำร้อน                     1 ถ้วย
  • น้ำตาล                    5 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว                 3 ช้อนโ๊ะ
  • น้ำแข็งป่น                4 ถ้วย
วิธีทำ
  1. นำชาแช่น้ำร้อน แล้วเอาถุงชาทิ้งไป
  2. ใส่ส่วนผสมทั้งหมด ลงในโถปั่น ปั่นจนละเอียดดี
  3. เทใส่แก้ว ดื่มได้เลย
แนะนำ
  1. ความอร่อยของชา ขึ้นอยู่กับชา เช่น เลือกชาที่ใหม่ กลิ่นจะหอม
  2. ชายี่ห้อต่างกัน ให้รสชาติต่างกัน ลองหลายๆ ยี่ห้อดู ควรใช้ชาแท้ ไม่ผสมกลิ่นหรือรสอื่น หากชงชาจากใบชาอ่อน (ไม่ใช่ชาซอง) จะได้รสชาติดีขึ้น หอมขึ้น
  3. ระวังอย่าใช้มือหยิบใบชาจากกล่องเก็บใบชามาชง จะทำให้เสียรสชาติจากความชื้นและไขมัน รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนบนนิ้วมือ และอาจทำให้ใบชาที่เก็บ ขึ้นรา หรือเสียรส เสียกลิ่นได้ ควรหยิบชาด้วยคีมไม้ หรือตะเกียบไม้แห้งๆ ช้อนไม้ หรือช้อนโลหะที่คุณเลือกใช้สำหรับตักชาเฉพาะ และปิดภาชนะเก็บชาให้สนิทหลังเปิดใช้ทุกครั้ง
  4. น้ำตาลทรายขาว กับน้ำตาลทรายแดง ก็ให้รสชาติต่างไป การใช้น้ำตาลทรายขาว จะเน้นรสชาติของชาและมะนาวให้กลมกล่อม หรือจะใช้น้ำตาลเทียมแทนสัก 1 ซอง ก็ลดแคลอรี่ได้ดี เพราะน้ำตาล ประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ หรือ 75 มิลลิลิตร มีแคลอรี่พอๆ กับพลังงานที่วิ่งรอบสนามฟุตบอลได้ราว 15 รอบทีเดียว (ต้องวิ่งกี่วันกันล่ะเนี่ย)
  5. มะนาวแต่ละประเภท แต่ละพันธุ์ ให้ความหอมและรสชาติต่างกันไป มะนาวหอม(มะนาวที่มีกลิ่นหอม) จะช่วยเพิ่มอรรถรสมากกว่า อย่าใช้น้ำมะนาวสำเร็จรูปบรรจุขวด เพราะมักเป็นกรดมะนาว ไม่ใช่มะนาว ไม่อร่อย และไม่หอม
  6. ฝานมานาวแต่งไว้ที่ขอบ เสริฟทันทีที่เสร็จ อร่อยกว่าเยอะ สวยกว่าแยะ
2. ชามะนาวร้อน สูตร 1
ส่วนผสม
  • ชาฝรั่ง                     1 ซอง
  • น้ำร้อนจัด                 1 ถ้วย
  • น้ำมะนาว              1/2 ผล
  • น้ำตาล                    1 ช้อนโต๊ะ (1 ซอง)
วิธีทำ
  1. นำถุงชาออกจากซองชา เทน้ำร้อนจัดลงถ้วยชา เขย่าหรือจับด้ายถุงชาขึ้นลงเร็วๆ  แล้วเอาถุงชาออกทิ้งไป
  2. ล้างผิวมะนาวให้สะอาด ผ่าซีกหนึ่งต่อถ้วย เติมน้ำมะนาวโดยบีบจากมือ กลิ่นของมะนาวจากเปลือก จะหอมขึ้น แต่อาจจะขมเล็กน้อย
  3. เสริฟพร้อมน้ำตาล 1 ซอง ผสมน้ำตาลท้ายสุด หากต้องการหวาน
คำแนะนำ
  1. ควรลองชิมก่อน ชามะนาวที่ไม่หวาน ไม่เติมน้ำตาล จะให้รสชาติที่ดีกว่า ไม่ควรเน้นความหวาน หากชิมแล้วดื่มได้จะได้รสชาติของธรรมชาติมากกว่า
  2. ชาจีน ก็อร่อยได้เช่นกัน ชงชาจีนก่อนแล้วกรองใบชาทิ้งไป แล้วค่อยเทลงถ้วยชา เติมมะนาว และน้ำตาลลำดับสุดท้าย แต่รสชาติ ไม่เหมือนกัน
  3. มะนาวหอม หรือมะนาวไทย (เหมือนในรูป) จำให้รสชาติดีกว่า กลิ่นดีกว่ามะนาวเทศ
3. ชามะนาวร้อน สูตร 2
ส่วนผสม
  • ชาฝรั่ง                     1 ซอง
  • น้ำร้อนจัด                 1 ถ้วย
  • น้ำมะนาว                  1 ผล
  • น้ำตาล                     1 ช้อนโต๊ะ (1 ซอง)
วิธีทำ
  1. นำถุงชาออกจากซองชา เทน้ำร้อนจัดลงถ้วยชา เขย่าหรือจับด้ายถุงชาขึ้นลงเร็วๆ  แล้วเอาถุงชาออกทิ้งไป
  2. ล้างผิวมะนาวให้สะอาด ฝานมะนาวตามขวางลูก เลือกไว้ 2-3 ชิ้น วางลงในน้ำชาร้อนๆ
  3. รอ 2-3 นาที ค่อยดื่ม
คำแนะนำ
  1. สูตรนี้ มีรสเปรี้ยวของมะนาวเพียงเล็กน้อย แต่จะได้กลิ่นหอมของมะนาว และรสชาติพร้อมกลิ่นใบชา เหมาะสำหรับท่านที่ไม่ชอบเปรี้ยว แต่ต้องการความหอมของมะนาวและชาไปพร้อมๆ กัน
  2. หากรู้สึกว่า จืดไป ต้องการเปรี้ยวขึ้นเล็กน้อย ใช้ช้อนชา กดบริเวณเนื้อมะนาวให้แตกออก ระวังอย่าให้โดนผิวนอกของมะนาว เพื่อมิให้เกิดรสขม
4. ชามะนาวเย็น
ส่วนผสม
  • ชาฝรั่ง                      1 ซอง
  • น้ำร้อน                      1 ถ้วย
  • น้ำมะนาว                   1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำแข็ง                      1 แก้ว
  • น้ำตาล                      1 ช้อนโต๊ะ (1 ซอง)
วิธีทำ
  1. นำถุงชาออกจากซองชา เทน้ำร้อนจัดลงถ้วยชา เขย่าหรือจับด้ายถุงชาขึ้นลงเร็วๆ  แล้วเอาถุงชาออกทิ้งไป
  2. หากต้องการแบบหวาน เติมน้ำตาลลงขณะชารัอน คนให้ละลาย
  3. เทน้ำแข็งลงแก้วน้ำ แล้วเทน้ำชาผ่านน้ำแข็งลงไปช้าๆ ตนให้น้ำชาเย็นลง แล้วเติมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน
  4. แต่งขอบด้วยมะนาวฝาน และหลอดดูดงอ แล้วเสริฟได้ทันที
คำแนะนำ
  1. สูตรนี้ให้ยังให้คงคุณค่าของน้ำมะนาว เช่นวิตามินซี และสารต้านมะเร็งต่างๆ ได้มาก การเติมน้ำมะนาวสดเมื่อน้ำชาเย็นจากน้ำแข็งแล้ว จะไม่ทำลายวิตามิน แต่อาจจะกลิ่นไม่หอมเท่าชามะนาวแบบร้อน
  2. ชาจีน เช่นชาอู่หลง ชาขาว ชาแดง ก็สามารถนำมาใช้กับชามะนาวได้รสชาติที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ไม่นิยมผสมกับชาเขียว
http://202.129.59.73/nana/drinks/lemon_tea.htm

การทำข้าวซูซิ

วิธีทำ ข้าวซูชิ
ข้าวซูชิ 4 ถ้วย
Japanese rice vinegar 1/3 ถ้วย (น้ำส้มสายชูญี่ปุ่น)
เกลือ 1 1/2 ชช.
น้ำตาลทรายป่น 1 1/2 ชต. (น้ำตาลทรายปกติให้เอาไปปั่นก่อนนะคะ จะได้ละลายง่ายขึ้นครับ)

วิธีทำ
1.ล้างข้าวด้วยน้ำสะอาด หุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าว
ก็เหมือนปกตินะครับ แต่ถ้าหุงข้าวด้วยหม้อ
ก็ให้แช่น้ำ 10 นาทีก่อนค่ะ แล้วตั้งหม้อให้เดือด
ซัก 2 นาที แล้วค่ะลดไฟลงมาต่ำ
หุงประมาณ 10-20 นาทีค่ะ
ใช้หุงแบบที่เราหุงข้าวปกตินะครับ

2.ช่วงที่หุงข้าวอยู่ให้ผสม น้ำส้มสายชู
เกลือ น้ำตาล ให้เข้ากัน

3.เมื่อข้าวสุกแล้ว ให้พักข้าวให้เย็น ซัก 10 นาที
ก่อนนะครับ ยกฝาหม้อออก แล้วใช้ คิทเช่นโรล
ปิดไว้แทนครับ ให้ตักข้าว ใส่อ่างไม้ หรือถ้วยใบใหญ่
เทน้ำส้มสายชูที่เราผสมแล้ว คนให้เข้ากัน
คนเบาๆๆนะครับ หลังจากนั้น ก็ใช้ผ้าขาวปิดไว้ครับ
ข้าวจะได้ไม่แห้ง

http://www.school.net.th/schoolnet/article/read.php?article_id=377

วิธีทำช้อกโกแลต

วิธีทำช็อกโกแลต

Mixing ผงโกโก้นั้นทำโดยการแยกเอาโกโก้บัตเตอร์ออกแต่การทำช็อกโกแลตต้องเติมโกโก้ บัตเตอร์เข้าไปเพื่อช่วยเพิ่มรสชาดในขั้นตอนนี้ส่วนผสมต่างๆ ที่ใช้ในการทำช็อกโกแลต แต่ละชนิดจะถูกใส่เข้าไปในโกโก้ลิคเคอร์ที่เย็นแล้ว คือ น้ำตาล โกโก้บัตเตอร์ และวานิลาเล็กน้อย ผสมในเครื่องขนาดใหญ่จนเข้ากันส่วนน้ำตาลนั้นใส่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด ของช็อกโกแลต ที่ต้องการว่าเป็นแบบขมมาก Extra-bittersweet, ขม Bittersweeter หวาน sweet หรือกึ่งหวาน semi-sweet แต่หากเป็นช็อกโกแลตนมแล้ว จะใช้โกโก้คิลเคอร์น้อยกว่า และมีการเติมนมลงไปด้วยอาจเป็นได้ทั้งนมสดหรือนมผง ส่วนช็อกโกแลตขาว หรือ White chocolate ทำมาจากโกโก้บัตเตอร์ผสมนม แต่ไม่ว่าจะทำช็อกโกแลตแบบไหน และใช้ส่วนผสมอะไรนั้น ส่วนผสมทั้งหมดต้องผ่านขั้นตอน Couching ซึ้งจะทำให้ช็อกโกแลตข้นๆนั้นละเอียดขึ้น

Couching เป็นกระบวนการปรับปรุงรสชาดช็อกโกแลต ที่คิดค้นโดยรูดอฟล์ ลินต์ เป็นการนำช็อกโกแลตที่มีลักษณะกึ่งๆเหลวไปผ่านการ " นวด" โดยลูกกลิ้งหนักๆที่ไถ่ไปมาในช็อกโกแลตระยะเวลาที่ใช้นั้น มีัตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนหลายวัน ขั้นตอนนี้ช่วยบดผสมผลึกน้ำตาลและผลึกอื่นๆ ในช็อกโกแลตให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกับช็อกโกแลต ช็อกโกแลตที่ผ่านกระบวนการนี้นานจะมีราคาแพงกว่าช็อกโกแลตที่ใช้ระยะเวลาใน ขั้นตอนนี้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อคนกินจะรู้สึกได้ถึงผลึกของส่วนผสมเวลาที่ช็อกโกแลตละลายในปาก ช็อกโกแลตที่ดีที่สุดนั้น คุณจะรู้สึกได้ว่าละเอียด เรียบ เลื่อน เวลาที่มันละลายอยู่บนลิ้น

Tempering การปรับอุณหมภูมิเป็นขั้นตอนสำคัญสุดท้ายโดยนำช็อกโกแลตที่ได้จาก การconching มาปรับอุณหภูิมิ ร้อน สลับเย็นอย่างช้าๆ เพื่อป้องกันการตกผลึก ก่อนเทลงแม่พิมพ์ให้เป็นช็อกโกแลตที่มีรูปร่างตามต้องการ ทั้งแบบแท่ง แบบก้อนเล็กๆ ที่พร้อมกินทั้นที หรือแบบก้อนใหญ่ขนาด 10 ปอด์น สำหรับผู้ผลิดขนมหวานนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอีกที เมื่อช็อกโกแลตเย็นและแข็งตัวก็สามารถบรรจุหีบห่อได้ทันที

http://www.home-chocolate.com/content/23-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%95