วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิธีต้มไข่มุก

วิธีต้มไข่มุก


วิธีต้มไข่มุก

     ในการต้มไข่มุกไม่ว่าจะทานเอง หรือนำไปขาย หลังจากต้มไข่มุกเสร็จแล้วไข่มุกที่สุกแล้วจะมีอายุ 8-10 ชั่วโมง  ดังนั้นเมื่อขายไม่หมดในแต่ละวันต้องทิ้งไปเลยนะคะ อย่าคิดประหยัด หรือนำไข่มุกไปอุ่น เพราะไข่มุกมันจะอืด แข็งถ้านำไปขายลูกค้าทานไปแล้วไม่อร่อย อาจเสียลูกค้าได้ค่ะ

ขั้นตอนการต้มไข่มุก
ปริมาณน้ำเทียบกับจำนวนไข่มุก
1. ต้มน้ำกรองสะอาดให้เดือด
2. ค่อย ๆ เทไข่มุกลงไป ห้าม! เทพรวดลงไปทั้งหมดนะคะ เพราะจะทำให้ไข่มุกจะติดเป็นก้อน
3. คนไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่าเม็ดไข่มุกจะค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากแรงดันน้ำจนน้ำเดือดอีกครั้ง  ในขณะที่รอเวลาต้ม ก็ยังต้องคนเรื่อย ๆ เป็นระยะได้ค่ะ เพื่อให้เม็ดไข่มุกสุกทั่วถึงกัน และกันไม่ให้เม็ดไข่มุกที่อยู่ก้นหม้อไหม้ด้วย
4. พอไข่มุกสุกพอดีก็ปิดไฟทันที แล้วปิดฝาหม้ออบไข่มุกทิ้งไว้อีก 30 นาที 
5. เมื่อครบกำหนดอบเรียบร้อยแล้ว ให้เทไข่มุกลงในตระแกรง จนเหลือแต่ไข่มุกนะคะ หลังจากนั้นก็เทลงในน้ำ แล้วคนไข่มุกให้พอประมาณ  เพื่อให้ไข่มุกคลายความร้อนและเย็นตัวลง และไม่ติดกันเป็นก้อน ทำแบบนี้อีกครั้งนะคะ 
6. นำไข่มุกที่ได้เทใส่ภาชนะที่มีฝาปิด ราดน้ำเชื่อมลงไปให้ปลิ่ม ๆ เม็ดไข่มุก เพื่อไม่ให้จับตัวกันเป็นก้อน
แล้วคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้ซักพักไข่มุกจะมันเงาสวยน่ารับประทาน นำไปขายได้เลย

7. มั่นคนไข่มุกทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อไม่ให้จัดตัวกัน ตัวไข่มุกก็จะค่อย ๆ ดูดน้ำเชื่อมเข้าไป ถ้ามันเหนียวก็เพิ่มน้ำเชื่อมเข้าไป 

http://www.qqicy.com/default.asp?content=mpagedetail&id=11720

ส้มตำลาว

ตำลาวหรือตำปลาร้า

ถ้าจะพูดถึงตำลาวกันจริงๆก็ต้องข้ามฝั่งโขงไปนู่นเลยครับถึงจะได้กินตำลาวสมชื่อจริงๆ แต่ตำลาวในบ้านเรานี้มันก็คือตำปลาร้านี่แหล่ะครับ เพราะคนอีสานส่วนใหญ่ก็มีเชื้อสายมาจากเมืองเวียงจันทน์กันมิใช่น้อย เนื่องจากในสมัยอดีตดินแดนส่วนหนึ่งของลาวเคยเป็นดินแดนของสยามประเทศเรา ด้านฝั่งเมืองเวียงจันทน์-หนองคายก็จะมีการข้ามแม่น้ำโขงไปมาหาสู่กันเสมือนผืนดินเดียวกัน โดยมิได้มองว่าแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนแบ่งกั้นสองประเทศเหมือนเช่นทุกวันนี้ เหตุเพราะสนธิสัญญาเบาริ่งที่ไทยลงนามกับฝรั่งเศสนั้นทำให้ต้องสูญเสียดินแดนอีกฝั่งของแม่น้ำโขงไป พี่น้องไทยลาวที่อาศัยร่วมกันอยู่เสมือนผืนแผ่นเดียวกันมาก็ถูกแบ่งแยกไป เลยทำให้ชาวอีสานตอนบนส่วนใหญ่ก็จะมีประเพณี วัฒนธรรมและความเชื่อต่างๆ เช่นเดียวกับคนลาว ซึ่งรวมถึงวัฒนธรรมในการกินด้วย และก็เป็นที่มาของตำลาวหรือตำปลาร้าของเรา
ส้มตำลาว ส้มตำปลาร้า
ส้มตำลาว ส้มตำปลาร้า แบบบ้านๆ มาเป็นถาดระดับกินกันทั้งหมู่บ้านเลยทีเดียว
ตำลาวหรือตำปลาร้านั้นจะเป็นส้มตำแบบพื้นฐานที่สุดในบรรดาส้มตำด้วยกันแล้ว เพราะจุดเปลี่ยนของส้มตำสายอีสานจะอยู่ที่ตรงนี้ เพราะถ้ามีอะไรเพิ่มเติมเข้าไปจากส่วนประกอบพื้นฐานของตำลาวหรือตำปลาร้า มันก็จะถูกเรียกชื่อเปลี่ยนไปตามส่วนประกอบที่เพิ่มเข้ามา เช่น ถ้าเพิ่มขนมจีน จะเรียกว่า “ตำซั่ว” ถ้าเพิ่มแคปหมูเข้าไป ก็จะถูกเรียกว่า “ตำแคปหมู” หรือถ้าเพิ่มปูเค็มเข้าไป ก็จะกลายเป็น แถ่น แทน แท้น ตำปูปลาร้าในบัดดล ว่ะ ห่ะ ฮ่า! ถ้าเป็นสายภาคกลางจะเรียกว่าตำปูเฉยๆ นะเพราะเขาไม่ใส่ปลาร้ากัน

ตำปูปลาร้า

ตำลาวหรือตำปลาร้าหากินได้ง่ายมากๆ ถ้าใช้ Google Map ส่องหา(ถ้ามันเห็นนะ) ผมว่าน่าจะมีตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย เรียกได้ว่าหมู่บ้านไหนไม่มีร้านส้มตำนะ ผมว่าเชยสุดๆ แต่ถ้าเป็นตำปูปลาร้าอาจไม่มีให้กินกันทุกร้าน โดยเฉพาะแถวอีสานร้านส้มตำส่วนใหญ่มักใช้ปูนามาดองเค็มใส่ส้มตำ แต่ปูนามันมีฤดูของมันที่จะหากินได้ง่ายๆ นั่นก็คือฤดูฝน พอฝนตกน้ำมาปูมันก็จะออกมาผสมพันธุ์และวางไข่เช่นกัน ชาวนาก็เก็บมาขายกันอีกที หน้านี้ปูนาเลยมีราคาถูกแม่ค้าจึงซื้อหามาดองเค็มไว้ใส่ส้มตำกัน ถ้าไม่ใช่ฤดูฝนก็หากินได้ยากครับ เพราะต้องไปขุดเอาในรูกันเลย กว่าจะได้แต่ละตัวยากเย็นแสนเข็ญ ขุดไปเจองูบ้าง เจอตะขาบบ้าง หยึ๋ยส์…สยอง สมัยเด็กเคยมาหมดแล้วครับ  ทั้งขุดหาปู จิ้งหรีด จิ๊โป่ม แมงกินูน นึกแล้วก็สนุกปนขนหัวลุก ดังนั้นถ้าไม่ใช่หน้าฝนอาจหาส้มตำปูปลาร้ามาทานได้ไม่ง่ายนัก แต่ในเขตเมืองหน่อยแม่ค้าก็จะไฮโซตามลูกค้าจะใช้ปูเค็มอีกแบบ ที่เป็นปูทะเลไม่แน่ใจว่าเรียกปูแสม(สะ-แหม)หรือเปล่า เนื่องจากปูเค็มชนิดนี้จะเก็บไว้ได้นานกว่าปูนาดองเค็ม และไม่ขึ้นอยู่กับฤดูเหมือนปูนาจึงมีให้ใช้ทำส้มตำได้ตลอดทั้งปี เอาภาพไปดูยั่วน้ำลายกันเลย
ส้มตำปูปลาร้า ส้มตำลาว ส้มตำปลาร้า
ส้มตำปูปลาร้าเน้นพริกเขียวแม้สีไม่แดงแต่ความร้อนแรงไม่มีหลุดคอนเซ็ป
ส้มตำปูปลาร้าสูตรเอ็กซ์ตร้าพริก
ส้มตำปูปลาร้าแค่สีสันและเม็ดพริกก็บอกได้แล้วว่างานนี้มีทิชชู่ไว้เยอะๆเป็นดี
ส้มตำปูปลาร้าสูตรพริกแห้ง
ส้มตำปูปลาร้าสูตรพริกแห้ง แต่ความร้อนแรงก็ยังยืนยันว่าเผ็ดไม่แพ้พริกสด

เป็นยังไงกันบ้างครับกับเมนูส้มตำลาว ส้มตำปลาร้า และส้มตำปูปลาร้าของผมวันนี้ เห็นแล้วมีใครแอบน้ำลายไหลกันไปบ้างหรือเปล่าครับ ว่ะ ห่ะ ฮ่า! การรับประทานส้มตำมีข้อดีหลายอย่างนะครับ อย่างแรกเลยคือช่วยเจริญอาหาร จะทำให้ทานข้าวอร่อยขึ้นนะครับ สำหรับท่านที่ต้องการควบคุมน้ำหนักก็ช่วยได้ด้วยนะครับ แต่ว่าเน้นส้มตำเยอะๆ หน่อย อย่าเน้นข้าวเหนียวไก่ย่างเยอะจนเกินไปล่ะ ไม่งั้นไม่ได้ช่วยควบคุมอะไรเลยนะครับ แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพราะถ้าทานส้มตำมากจนเกินไปอาจมีปัญหาเรื่องโลหิต

การทำวุ้นเส้น

วุ้นเส้น ทำจากถั่วเขียว น้ำ และส่วนผสมอย่างอื่น เช่นแป้งมันฝรั่ง มีลักษณะเป็นเส้นกลมใสและยาว ปกติมักขายในรูปของวุ้นเส้นอบแห้ง เมื่อจะนำไปประกอบอาหารต้องแช่น้ำหรือต้มให้คืนรูปก่อน ตัวอย่างอาหารที่ใช้วุ้นเส้นคือ แกงจืด ผัดวุ้นเส้น กุ้งอบวุ้นเส้น เป็นต้น
ในภาษาอังกฤษจะเรียกวุ้นเส้นว่า cellophane noodle เนื่องจากมีความใสคล้ายเซลโลเฟน เมื่อวุ้นเส้นถูกอบให้แห้ง วุ้นเส้นจะใสไม่มีสี หรือใสเป็นสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาลอมเทา ไม่ควรสับสนระหว่างวุ้นเส้นและเส้นหมี่ (rice vermicelli) ซึ่งผลิตจากข้าวและสามารถเห็นเส้นเป็นสีขาวมากกว่าความใส
วุ้นเส้นมักเป็นเส้นกลมและมีความหนาแตกต่างกันออกไป วุ้นเส้นที่แบนและกว้างประมาณ 1 เซนติเมตรคล้ายเส้นใหญ่ก็ยังมีขายในต่างประเทศ (แต่ไม่มีขายในประเทศไทย)

[แก้] ประวัติ

ในอดีตมีการปลูกถั่วเขียวกันเพื่อการเกษตร ในประเทศไทยนิยมปลูกแถบจังหวัดฉะเชิงเทรา[ต้องการอ้างอิง] ต่อมาถั่วเขียวมีปริมาณผลผลิตมากขึ้น จึงได้นำมาแปรรูป และมีผู้คิดค้นการทำวุ้นเส้นจากถั่วเขียวขึ้น และได้ปรับปรุงแก้ไขวุ้นเส้นให้เป็นในรูปแบบต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน
วุ้นเส้น ทำจากถั่วเขียว น้ำ และส่วนผสมอย่างอื่น เช่นแป้งมันฝรั่ง มีลักษณะเป็นเส้นกลมใสและยาว ปกติมักขายในรูปของวุ้นเส้นอบแห้ง เมื่อจะนำไปประกอบอาหารต้องแช่น้ำหรือต้มให้คืนรูปก่อน ตัวอย่างอาหารที่ใช้วุ้นเส้นคือ แกงจืด ผัดวุ้นเส้น กุ้งอบวุ้นเส้น เป็นต้น
ในภาษาอังกฤษจะเรียกวุ้นเส้นว่า cellophane noodle เนื่องจากมีความใสคล้ายเซลโลเฟน เมื่อวุ้นเส้นถูกอบให้แห้ง วุ้นเส้นจะใสไม่มีสี หรือใสเป็นสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาลอมเทา ไม่ควรสับสนระหว่างวุ้นเส้นและเส้นหมี่ (rice vermicelli) ซึ่งผลิตจากข้าวและสามารถเห็นเส้นเป็นสีขาวมากกว่าความใส
วุ้นเส้นมักเป็นเส้นกลมและมีความหนาแตกต่างกันออกไป วุ้นเส้นที่แบนและกว้างประมาณ 1 เซนติเมตรคล้ายเส้นใหญ่ก็ยังมีขายในต่างประเทศ (แต่ไม่มีขายในประเทศไทย)

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99

ขนมวุ้นเย็น

วุ้นกะทิ วุ้นกะทิใบเตย

วุ้นกะทิมะพร้าวอ่อน
 
 
 
วิธีทำวุ้นวันนี้เรามีวุ้น 2 สูตร มาให้ลองทำกันดู นั่นคือ วุ้นกะทิ และวุ้นกะทิใบเตย วุ้นกะทินี้จัดได้ว่าเป็นวุ้นที่ควรรู้เนื่องจากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับวุ้นหน้าอื่นๆ ได้ วันนี้เราจะมาดูกันว่า วุ้นกะทิและวุ้นกะทิใบเตยมีวิธีการทำอย่างไรบ้าง

ส่วนผสมวุ้นกะทิ
1. วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
3. น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง
4. หัวกะทิข้นๆ 1 ถ้วยตวง
5. เกลือ 1 ช้อนชา
6. แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำวุ้นกะทิ
1. เคี่ยววุ้นกับน้ำเปล่าจนละลายดี จึงเติมน้ำตาลทรายเคี่ยวจนละลาย
2.  ละลายเกลือ หัวกะทิ แป้งข้าวเจ้า จนเข้ากันดี เทใส่ส่วนผสมของวุ้นเคี่ยวพอเดือด ตักหยอดใส่
พิมพ์ชนิดต่างๆ ทิ้งไว้ให้เย็น แคะออกจากพิมพ์ ใส่จานให้สวยงาม รับประทานได้ทันที
*****************

วุ้นกะทิใบเตย
ส่วนผสมตัววุ้น
วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง
น้ำใบเตย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำตัววุ้น
1. ผสมวุ้นกับน้ำเปล่า ตั้งไฟเคี่ยวจนวุ้นละลาย ใส่น้ำตาล คนจนน้ำตาลละลาย
2. ยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง นำไปตั้งไฟพอเดือดทั่วกันดี ใส่ใบเตยคนให้เข้ากัน ยกลง เทใส่พิมพ์

ส่วนผสมหน้าวุ้น
วุ้นผง 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
เกลือป่น 1 ช้อนชา
หัวกะทิข้นๆ 1 ถ้วยตวง

วิธีทำวุ้นกะทิใบเตย
1. ผสมวุ้นกับน้ำ ตั้งไฟเคี่ยวจนวุ้นละลาย ใส่น้ำตาล คนจนน้ำดตลละลาย ยกลงกรองด้วยผ้าขาว
บาง ตั้งไฟจนเดือด
2.ผสมหัวกะทิ เกลือ คนจนเกลือละลายกรองด้วยผ้าขาวบาง
3. เทส่วนผสมกะทิลงไปในวุ้น คนพอเดือดทั่วยกลง เทส่วนผสมหน้าวุ้นลงบนตัวหุ้นที่มีลักษณะตึงตัว
ทิ้งไว้ให้เย็น แคะออกจากพิมพ์
http://thaijelly.blogspot.com/2012/06/blog-post_25.html


ขนมถ้วยพู

ส่วนผสม
แป้งข้าวเจ้า                  1  ถ้วยตวง
แป้งท้าวยายม่อม          2  ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายขาว            1  ถ้วยตวง
น้ำ (ทำน้ำเชื่อม)            1  ถ้วยตวง
น้ำลอยดอกมะลิ             1  ถ้วยตวง
สีขนมตามชอบ             

วิธีทำ
1.  ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำดอกมะลิ แล้วนำไปตั้งไฟให้น้ำตาลละลาย กรองพักไว้ให้เย็น
2.  ผสมแป้งทั้ง 2 ชนิดเข้าด้วยกัน
3.  เทน้ำเชื่อมที่เย็นแล้วลงในแป้ง ค่อยๆ นวดให้เข้ากัน
4.  ใส่น้ำดอกมะลิลงไปละลายให้เข้ากันดี แล้วแบ่งใส่สีตามชอบ นำไปนึ่งไฟแรง น้ำเดือด  ขนมจะสุกและบุ๋มตรงกลาง พอเย็นแกะออกจากถ้วยตะไล
ข้อแนะนำ   ก่อนตักขนมใส่ถ้วยตะไล ต้องนึ่งถ้วยตะไลให้ร้อนก่อน จึงหยอดขนมใส่ถ้วย แล้วปิดฝาทันที   และถ้าน้ำตาลหวานเกินไปจะทำให้ขนมไม่บุ๋ม

การทำขนมดอกจอก

สูตร
ผสมแป้ง 3 ชนิดรวมกัน ใส่เกลือ น้ำตาลทราย ไข่แดงนวดกับน้ำเปล่าจนนิ่ม ใส่น้ำปูนใส น้ำมัน
พืชคนให้เข้ากัน ใส่งาพักไว้
วิธีทอดใส่น้ำมันมาก ๆ ในกระทะให้ท่วมพิมพ์น้ำมันร้อนจัด จุ่มพิมพ์ลงในน้ำมันให้ร้อนจัด
(
หาผ้าพับซ้อนกันสำหรับเช็ดก้นพิมพ์) แล้วจึงชุบลงในแป้งประมาณ 3/4 ของพิมพ์ พอแป้ง
จับพิมพ์นำไปจุ่มลงในน้ำมันร้อนจัด กดพิมพ์ให้อยู่ในน้ำมันสักครู่ ดึงพิมพ์ออกจากแป้ง
ทอดแป้งให้เหลืองสวย
ส่วนผสม แป้งสาลีร่อนแล้ว      1 ถ้วยตวง
แป้งมัน                1/2
ถ้วยตวง
เกลือ                1 1/2
ช้อนชา
น้ำมัน                     2
ช้อนโต๊ะ
น้ำปูนใส               2/3
ถ้วยตวง
น้ำมันสำหรับทอด     1
ขวด
แป้งข้าวเจ้า            1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย         1/2
ถ้วยตวง
ไข่แดง                   1
ฟอง
น้ำเปล่า                2/3ถ้วยตวง
งาขาว                  1/4
ถ้วยตวง
http://www.oknation.net/blog/kasemjang/2009/01/21/entry-2

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

พระใต้น้ำจังหวัดพะเยา


เจาะแผนกู้วัดโบราณ 20 แห่งใต้น้ำกว๊านพะเยา


ขณะนี้มีกระแสขัดแย้งทางความคิดที่จังหวัดพะเยาในเรื่องการกู้วัดโบราณ 20 แห่งใต้น้ำในกว๊านพะเยา เป็นวันมีอายุไม่น้อยกว่า 500 ปี จมอยู่ในกว๊านพะเยามานานกว่า 66 ปี ซึ่งกว๊านพะเยาถือเป็นบึงธรรมชาติขนาดใหญ่รูปพระจันทร์เสี้ยวเกือบครึ่งวงกลม เนื้อที่กว้างประมาณ 12,800 ไร่  ถือว่าเป็นทะเลสาบน้ำจืดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือของประเทศไทย เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีธรรมชาติงดงามอยู่ใจกลางเมืองพะเยา มีทิวเขาเป็นฉากงดงามมากครับ
อธิบายก่อนเข้าเรื่องอีกนิดว่าคำว่า บึง” ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า กว๊าน” หมายความว่าเป็นการกว้านเอาน้ำจากห้วยหนองคลองบึงและแม่น้ำลำธารต่างๆ มาไว้ในที่แห่งเดียวจึง
กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำที่เกิดจาการยุบตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้วเป็นแอ่งน้ำซึ่งเป็นที่รวบรวมของลำห้วยต่างๆ 18 สาย ต่อมาในปี2478 กรมประมงได้ตั้งสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาขึ้นบริเวณต้นแม่น้ำอิงและสร้างฝายกั้นน้ำทำให้เกิดเป็นบึงขนาดใหญ่ มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตรความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 386.40 เมตร
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อปลายปี 2549 ที่ผ่านมามีการสำรวจกว๊านพะเยาก็พบว่ามีวัดโบราณกว่า 20 แห่ง โดยมีวัดหลักคือวัดติโลกอาราม จมอยู่ใต้น้ำในกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยาก็มีแนวคิดการกกู้วัดทั้งหมดขึ้นมาเพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเช่าเรือพายชมวัดเก่าโบราณดังกล่าว พร้อมชมวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านรอบกว๊าน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ได้
โดยมีแผนงานคือ
1.   ก่อสร้างคันกั้นน้ำ คอนกรีตขนาดประมาณ 150 x 150 เมตร เนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ ล้อมรอบโบราณสถาน โดยใช้งบประมาณเบื้องต้น 300 ล้านบาท
2.     ขุดแต่ง บูรณะโบราณสถานที่จมอยู่ใต้น้ำ
3.     ก่อสร้างวิหารประดิษฐ์สถานพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา องค์เดิมที่เคยอยู่วัดนี้ อายุกว่า 500 ปี พระเจดีย์ พญานาค ตามศิลปะทางประวัติศาสตร์พะเยา นอกบริเวณโบราณให้พ้นน้ำไม่ถมดิน โดยให้มีน้ำในกว๊านไหลผ่านออกได้
ทั้งนี้มีการประเมินว่าน่าจะใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท จะหามาโดยการเปิดบัญชีระดมทุน  
กระแสหลักขณะนี้ก็อยากบูรณะ อีกด้านหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยเพราะว่าวัดติโลกอารามเป็นโบราณสถานที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ตัววัดถูกแช่จนเกิดการกัดกร่อน ซึ่งถ้าบูรณะขึ้นมาก็จะไม่เกิดประโยชน์ นอกจากนั้นหากมีการบูรณะก็จะทำให้เกิดการทำลายระบบนิเวศน์ของลำน้ำ และเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพราะกว๊านพะเยาเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีระบบนิเวศน์กว้าง แถมต้องใช้งบประมาณมากเป็นพันล้านบาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วทุกวันนี้ในทุกคืนของ  15 ค่ำ ก็จะได้ยินเสียงพระสวดมนต์ ณ บริเวณวัดร้างในกว๊านพะเยากระหึ่มไปทั่วกว๊านในยามกลางคืนซึ่งเป็นกระบวนการในการกู้วัด ถ้าคนไม่รู้ไปได้ยินเข้าก็คงวังเวง ขนลุกพิกล
นายธนเษก อัศวานุวัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวเกี่ยวกับโครงการนี้ว่าได้เล็งเห็นความสำคัญของการทำนุบำรุงพุทธศาสนา ซึ่งควรจะได้บูรณะวัดติโลกอารามที่จมอยู่ใต้กว๊านพะเยามานานแล้ว นอกจากนั้นจังหวัดพะเยาเป็นจังหวัดที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนในภาคอื่นมากเท่าที่ควร ซึ่งในการพัฒนาจังหวัดนอกจากจะดูเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงยังต้องส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว จึงมีแนวคิดการดึงจุดขายของกว๊านพะเยาออกมาเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว

นอกจากนั้นยังได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา ภายใต้โครงการกู้วัดติโลกอารามและได้ประสานความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีภายในจังหวัด โดยขณะนี้ก็เร่งประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนทราบและจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ในลำดับต่อไป ถ้าโครงการบูรณะมีคนเห็นด้วยมาก ก็จะดำเนินงานต่อไป ถ้าไม่ผ่านก็ไม่มีการบูรณะ  
 ขณะที่อาจารย์เกรียงศักดิ์ ชัยดรุณ นักวิชาการท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญการแปลอักษรฝักขาม ที่บันทึกในศิลาจารึก พบในวัดติโลกอาราม หนึ่งในคณะทำงานซึ่งผู้ว่าราชการฯ แต่งตั้ง กล่าวว่าหลังจากที่มีการพบแผ่นศิลาจารึกในวัดติโลกอาราม ซึ่งมีความกว้างประมาณ 30เซนติเมตร ลักษณะเป็นใบเสมา ผู้ว่าราชการจังหวัดฯได้สั่งให้ดำเนินการแปลและศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นแผ่นศิลาจารึกที่พบเพียงท่อนกลาง ส่วนท่อนบนกับท่อนล่างยังหาไม่พบ ทั้งนี้ในการบูรณะผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาได้วางโครงสร้างไว้แต่ยังไม่ชัดเจน โดยต้องวิเคราะห์ศิลาจารึกทั้งในเชิงประวัติศาสตร์เพื่อหาความเป็นมา ซึ่งต้องใช้เวลานานและมีการวิเคราะห์แบบย่อ เพื่ออ่านว่าในศิลาจารึกเขียนว่าอย่างไรโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการตรวจสอบพิกัด ที่ตั้งของวัด รูปพรรณสันฐานที่สำคัญ ความกว้าง ยาวของวัด ขณะนี้ได้ดำเนินการไปบางส่วนแล้ว

นายปฎิพัฒ พุ่มพงษ์แพทย์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ จังหวัดน่าน กล่าวว่า  ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการบูรณะ เพราะวัดติโลกอารามเป็นโบราณสถานที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานาน ตัววัดถูกแช่จนเกิดการกัดกร่อน ซึ่งถ้าบูรณะขึ้นมาก็จะไม่เกิดประโยชน์ นอกจากนั้นวิธีการสร้างกำแพงคอนกรีตฝังดิน เพื่อกั้นน้ำแล้วสูบน้ำออก ถ้ามีการขุดลงไปลึกน้ำก็ซึมขึ้นมาอีก ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก นอกจากนั้นหากมีการบูรณะก็จะทำให้เกิดการทำลายระบบนิเวศน์ของลำน้ำ และเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพราะกว๊านพะเยาเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีระบบนิเวศน์กว้าง
ด้านนายวิมล ปิงเมืองเหล็ก ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา กล่าวว่าวัดติโลกอาราม สันนิษฐานว่า เป็นวัดที่อยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ลำดับที่ 10 ของราชวงศ์มังราย ถือเป็นวัดป่า(อรัญวาสี) ที่สร้างอยู่กลางแม่น้ำอิง ต่อมากรมประมงได้สร้างประตูน้ำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม จึงทำให้วัดจมลงอยู่ใต้กว๊านพะเยา ทั้งนี้การบูรณะวัดแห่งนี้ ซึ่งมีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่าจะต้องใช้เงินนับ 1,000 ล้านบาท นอกจากนั้นบริเวณวัดตั้งอยู่ปากทางแม่น้ำอิง ในช่วงเดือน มิถุนายน - สิงหาคม เป็นฤดูน้ำท่วมอาจเกิดน้ำท่วมระหว่างการบูรณะได้ ถ้าต้องบูรณะขึ้นมาก็เหมือนเป็นการถมกว๊านพะเยาอีกทางหนึ่ง
ประธานสภาวัฒนธรรมให้เหตุผลว่า ขณะนี้มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการกู้วัดเก่ากลางกว๊านพะเยา สิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถดำเนินการในเชิงการท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องบูรณะ คือ การประชาสัมพันธ์สร้างกระแสให้คนสนใจว่าวัดกลางน้ำเป็นโบราณสถานที่ควรค่าทางโบราณสถานหรือประชาสัมพันธ์ในเชิงท่องเที่ยว โดยดึงคนเข้ามาเที่ยวในช่วงหน้าร้อนในช่วงเดือน มี.ค. - พฤษภาคม ที่จะสามารถพบเห็นวัดแห่งนี้ได้เพียงช่วงเวลาสำคัญนี้เท่านั้น และหากพ้นช่วงแล้งไป เข้าสู่ฤดูน้ำหลากวัดก็จมลงใต้น้ำไปไม่ปรากฏให้เห็น ซึ่งก็มีความน่าสนใจได้เช่นกัน  
 ประวัติเมืองพะเยา/วัดใต้บาดาลกว๊านพะเยา

เมืองพะเยาเริ่มก่อตั้งโดย พ่อขุนจอมธรรม มีโอรสคือขุนเจือง ขึ้นครองราชย์ในราว พ.ศ.1663 ขุนเจืองเป็นกษัตริย์ ที่ทรงอานุภาพมาก ทรงแผ่ขยายอำนาจไปปราบปรามเมืองแพร่ น่าน ล้านช้าง จนถึงเมืองแกว ต่อมาในราว พ.ศ.1801 พะเยาในรัชสมัยพ่อขุนงำเมือง อาณาจักรพะเยามีความยิ่งใหญ่คู่กับอาณาจักรมังราย (เชียงราย) และอาณาจักรพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย อาณาจักรพะเยาจึงมีความเจริญรุ่งเรือง ทั้งอาณาจักรและศาสนจักร ในปี พ.ศ.1831 กษัตริย์ทั้งสามพระองค์ ได้แก่ พ่อขุนมังราย พ่อขุนงำเมือง พ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นพระสหายกัน ทรงนัดหมายไปประชุมหมายกระทำพิธีสัจปฏิญาณต่อกันที่ฝั่งแม่น้ำสายตา บริเวณแม่น้ำสายตาที่กษัตริย์ทั้ง พระองค์ ทรงกระทำพิธีปฏิญาณต่อกันนั้นต่อมาเรียกว่า แม่น้ำอิง” (บริเวณทิศตะวันออกติดกับกว๊านพะเยา)
ผลแห่งการให้สัตยาบันแก่กัน ครั้งนั้น ภายหลังพ่อขุนมังราย มีความประสงค์ สร้างเมืองเชียงใหม่ ได้เชิญพระสหายทั้งสองพระองค์ มาร่วมกันพิจารณาวางผังการสร้างเมืองเชียงใหม่ในพ.ศ.1839
เมืองพะเยา จึงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีความเจริญทางอารยธรรม ทั้งด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิทยาการ มานานเกือบ 1,000 ปี โดยมีลักษณะภูมิประเทศตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอิง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยมีแหล่งน้ำที่สำคัญคือพื้นที่ชุ่มน้ำริมแม่น้ำอิง ประกอบด้วย กว๊านน้อย” และกว๊านหลวง
กว๊านน้อย อยู่ทางด้านทิศตะวันตก กว๊านหลวงอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำอิง มีบวก มีหนอง รางน้ำ หลายแห่ง ประกอบด้วย หนองเอี้ยง หนองหญ้าม้า หนองช้างแดง หนองวัวแดง หนองเหนียว บวกเก้ง บวกกุ้ง บวกตุ้ม บวกฮกจิก มีรางน้ำเชื่อมต่อกัน และมีแม่น้ำไหลลงสู่กว๊านหลายสาย ประกอบด้วย แม่ต๊ำ ร่องไฮ แม่ใส แม่นาเรือ ห้วยลึก แม่ตุ่น แม่ต๋อม แม่ต๊ำ แม่ตุ้ม แม่เหยี่ยน แม่ปืม แม่จว้า แม่สุก และน้ำจากหนองเล็งทรายไหลลงสู่แม่น้ำอิง โดยน้ำในกว๊านด้านตะวันออก และตะวันตกได้ นอกจากนี้ยังมีวัดวาอารามหลายแห่ง ที่ตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำอิง ประกอบด้วย วัดท่าศาลา วัดญะ วัดอุ่นหล้า วัดศรีโคมคำ วัดบ้านท่า วัดสันต้นเคราะห์ วัดสันเวียงใหม่ วัดสันกว๊าน วัดสันช้างหิน วัดสันร่องไฮ วัดหนอองผักจิก เป็นต้น
และต่อมาในปี พ.ศ.2482 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบริเวณกว๊านพะเยาพร้อมทั้งออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเพื่อประโยชน์ในการรักษาพันธุ์พืชและสัตว์น้ำ และภายหลังจากนั้นได้มีการก่อสร้างประตูน้ำกั้นลำน้ำอิง ซึ่งก่อให้เกิดแหล่งน้ำขนาดใหญ่ คือกว๊านพะเยา เนื้อที่ 12,831 ไร่ ส่งผลให้ชุมชนต่างๆที่ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำอิงจมอยู่ภายในกว๊านพะเยา รวมถึงโบราณสถานและวัดในพระพุทธศาสนาจำนวนมากกว่า 10 วัด
วัดติโลกอาราม หนองเต่า เป็นวัดหนึ่งที่จมอยู่ในกว๊านพะเยา ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ.2019-2031 กำหนดอายุได้ประมาณ 531 ปี โดยเทียบเคียงกับกลุ่มโบราณสถานบ้าร่องไฮ
วัดติโลกอารามนั้นเป็นวัดร้าง ซึ่งพบซากโบราณสถาน มีวัชพืชคลุมหนาแน่น มีขนาดประมาณ 15 x 35 เมตร พบเสาหินทรายเจาะรูตรงกลางจำนวน ต้น มีกองอิฐ กระจายอยู่ทั่วบริเวณ มีเศษภาชนะดินเผา เศษกระเบื้องดินขอ และแผ่นดินทรายขนาดต่างๆ จำนวนมาก วัสดุส่วนมาก่อด้วยอิฐสอดิน และฉาบปูนขาวผิวนอก เมื่อวัสดุเสื่อมสภาพ น้ำฝนจึงกัดเซาะ ส่งผลให้เกิดรอยร้าว น้ำฝนสามารถซึมลงไปตามรอยร้าวเข้าสู่ตัวโบราณสถาน ประกอบกับมีพืชขึ้น รากของพืชจึงชอนไชไปตามรอยแยก ทำให้ดินที่สอเสื่อมสภาพ อิฐขาดสิ่งยึดเหนี่ยว จึงแตกแยกตัวหลุดหล่น น้ำจึงเป็นส่วนสำคัญในการทำลายโบราณสถานจนไม่สามารถคงรูปอยู่ได้ จากสภาพดังกล่าว วัดร้างติโลกอารามจึงเหลือกองอิฐที่จมอยู่ใต้น้ำเท่านั้น
นอกจากนี้กว๊านพะเยา ยังมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ อีกหลายครั้ง เช่น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีทรงเสด็จพระราชดำเนินจากลำปาง ผ่านอำเภองาวมายังอำเภอพะเยา ในวันที่ 13 มกราคม 2469 เมื่อมาถึงยังที่ประทับแรม สนามเวียงแก้ว มีบรรดาพ่อค้าประชาชนเฝ้ารอรับเสด็จจำนวนมาก
วันที่ 14 มกราคม 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีพร้อมด้วยสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จฯทอดพระเนตร ศิลาโบราณต่างๆ ที่ขุดค้นพบในเมืองพะเยา ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองพะเยา จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดพระธาตุจอมทอง วัดศรีโคมคำเพื่อนมัสการพระเจ้าตนหลวง จากนั้นเสด็จฯออกประทับแรม ที่ว่าการอำเภอเมืองพะเยา ประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ พ่อค้าชาวไทยใหญ่นำงาช้างมาทูลเกล้าฯ ถวาย คู่ พ่อค้าจีนถวายกิม ฮวยอั้งติ๋ว แล้วทรงรถยนต์พระที่นั่งพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีเสด็จตำบลบ้านแม่ต๋ำ แล้วเสด็จกลับ
วันที่ 15 มกราคม 2469 ทรงรถยนต์พระที่นั่งพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีจาจกที่ประทับแรมเมือพระเยาเสด็จฯต่อยังจังหวัดเชียงราย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสเมืองพะเยาครั้งแรก เมื่อ 13มีนาคม 2501 โดยทรงเสด็จยัง โรงเรียนพะเยาพิทยาคม สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา วัดศรีโคมคำ
จากความสำคัญของโบราณสถานที่จมอยู่ในกว๊านพะเยา และความเกี่ยวพันกับพระบรมวงศานุวงศ์ ดังกล่าว จังหวัดพะเยา โดยนายธนเษก อัศวานุวัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยคณะสงฆ์จังหวัดพะเยา หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน จึงได้มีแนวคิดที่จะทำการกู้วัดติโลกอาราม ที่มีอายุไม่น้อยกว่า 500 ปี ซึ่งจมอยู่ในกว๊านพะเยา มานานกว่า 66 ปี เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ธันวาคม 2550